top of page

ยินดีต้อนรับเข้าสู่สายธารธรรมครับ

ในพื้นที่นี้จะเป็นเรื่องของธรรมะ

อันประกอบไปด้วย หลักธรรมคำสั่งสอน และ ธรรมบรรยาย 

โดย

 

คำสั่งสอน อบรม แนะนำ ให้ข้อคิด เป็นการเตือนสติ ให้เกิดจิตใต้สำนึก

เพื่อปลูกฝังสามัญสำนึก

 

พระ ตถาคต หรือ พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ ทรงเป็นแต่เพียงผู้บอกทางให้เท่านั้นว่า ทางนี้ควรเดิน ทางนี้ไม่ควรเดิน ผู้ฟังจะต้องตัดสินใจเอาเองว่า จะเดินหรือไม่เดิน ถ้าเชื่อและตัดสินใจเดินไปตามทางที่ควรเดิน ก็จะพบความสุขสวัสดีด้วยตนเอง ถ้าไม่เชื่อไม่ยอมเดิน ก็จะไม่พบเห็นสิ่งที่ดีๆในชีวิต และถ้าไม่เชื่อ และดื้อเดินไปตามทางที่ไม่ควรเดิน ก็จะพบความวิบัติ ความทุกข์ หรือเดือดร้อนด้วยตัวเอง ข้อแม้ทั้งหลายมีอยู่อย่างนี้... พระพุทธเจ้า หรือใครก็ตาม ไม่อาจบังคับให้คนเราขึ้นสวรรค์ หรือลงนรกได้ อยู่ที่ตัวของผู้นั้นเองว่า จะสร้างเหตุ ให้ตนเองขึ้นสวรรค์ หรือลงนรก  เรียกว่า ตัวเองเท่านั้นเป็นคนสร้างสวรรค์หรือนรกให้แก่ตัวเอง 

 

 
 

 

คำสั่งสอน อบรม แนะนำ ให้ข้อคิด เป็นการเตือนสติ ให้เกิดจิตใต้สำนึก

เพื่อปลูกฝังสามัญสำนึก

 

ลักษณะของอสัตบุรุษ

         เป็นผู้ไม่ชอบทำเพื่อความสงบระงับ  เป็นบุคคลที่มีใจไม่ผ่องใส ขุ่นมัว  เกลือกกลั้วด้วยกิเลส อันเป็นเหตุแห่งความเดือดร้อน ทั้งตนและผู้อื่น  เป็นคนเจ้าเล่ห์  หลอกลวง  แม้จะสงเคราะห์คนอื่นด้วย  กาย  วาจา  ใจ  ก็หนักไปในอามิส และ/หรือ มีทุจริตเป็นนิสัย  จะ แนะนำสั่งสอนคนอื่น  ก็สั่งสอนไปในทางที่ไม่ควร และให้ประกอบอยู่แต่ในกรรมอันผิด อสัตบุรุษ มีปัญญาทราม ย่อมแนะนำสิ่งที่ไม่ควรแนะนำ  ย่อมประกอบแต่กรรม อันมิใช่ธุระที่ควรทำเป็นนิตย์  ประพฤติเป็นคนพาล  มีสันดานหยาบ  ก่อสร้างแต่บาปเป็นอาจิณ  เป็น คนที่เห็นผิดเป็นชอบ เป็นคนที่รู้ว่าสิ่งนั้นเป็นบาป แต่แกล้งทำลงไปโดยไม่มีความละอายต่อบาป  ไม่มีความเกรงกลัวต่อบาป  เป็นผู้มีใจน้อมไปเพื่อความเดือดร้อน ทั้งเพื่อตนและผู้อื่น จะทำอันใดด้วย  กาย วาจา จิต  ก็ไม่คิดนึกให้รอบ คอบก่อนแล้วจึงกระทำ ไร้ธรรมและจรรยาอันดี  มักทำการข่มเหงผู้อื่นด้วยพลการ อยู่เป็นนิจ ขาดจิตสันดานที่เยือกเย็น ไม่มีหิริ โอตตัปปะ  มีความเห็นผิดไปจาก ทำนองคลองธรรมอยู่เสมอ  ไม่ละสิ่งที่เป็นโทษเสีย ทำแต่สิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์  เมื่อกล่าวสั้นๆ ก็ได้แก่  คนชั่วหรือคนบาปนั่นเอง  คนพาลมีอยู่ในที่ใด  ความเสื่อมเสียย่อมมีอยู่ในที่นั้น คนดีมีอยู่ในที่ใด ความสมบูรณ์งอกงามย่อมมีในที่นั้น  เพราะคนพาลไม่ประสงค์ความสงบเรียบร้อย  แม้แต่ในหมู่ของตน ก็เอาความสงบเรียบร้อยไม่ได้  เพราะ คนพาลไม่มีธรรมเครื่องรักษา กาย วาจา ใจ ให้เป็นปกติ จะทำการงานร่วมกันได้ในกาลบางครั้ง ก็เพราะชอบใจกัน หาใช่เพราะคุณธรรม คือ ศีล สมาธิ ปัญญาไม่  อสัตบุรุษจึงไม่ใช่ผู้นำประชุมชนอยู่ร่วมให้ได้รับความสุข มีแต่นำให้ประสบทุกข์เท่านั้น...

ธรรมดาของมนุษย์ ย่อมมีการเกี่ยวข้องกันเป็นปกติ ไม่มากก็น้อย  การ เกี่ยวข้องกันย่อมเป็นไปตามหมู่พวก  ตลอดถึงความเป็นอยู่  ฉะนั้นก่อนที่บุคคลจะสมาคมส้องเสพกับใครๆ ควรพิจารณาดูกิริยาท่าทาง ของผู้ที่จะอยู่ร่วมก่อนว่า  คนนั้นเป็นคนพาล  หรือบัณฑิต เป็นอสัตบุรุษ หรือสัตบุรุษ  เมื่อรู้ว่าคนนั้นประพฤติเป็นคนพาล มีสันดานหยาบ ก่อสร้างแต่บาปเป็นอาจิณ ก็ควรหลีกเลี่ยงเสียให้ไกลห่าง ไม่ควรส้องเสพสมาคมด้วย  ถ้ารู้ว่าเป็นบัณฑิต คนฉลาด ประกอบแต่งานการสะอาดปราศจากโทษ ทำแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ตนและผู้อื่น ก็ควรสมาคมอยู่ร่วมด้วย  เพราะท่านจะช่วยให้ดำเนินไปในทางที่ดี ให้สำเร็จประโยชน์ทั้งในโลกนี้และโลกหน้า  ด้วยว่า การสมาคมกันย่อมเป็นของสำคัญอย่างหนึ่ง ซึ่งจะน้อมนำนิสัยใจคอ ให้เป็นไปตามกัน  คบกับพวกใด ก็มีนิสัยเหมือนกับพวกนั้น  ดังคำโบราณท่านกล่าวว่า ตกหมู่หงส์ก็เป็นหงส์  ตกหมู่กาก็เป็นกา

ธรรมดา ของบุคคล เมื่อเกิดมาแล้วยังไม่เดียงสา ย่อมไม่รู้ว่าสิ่งใดดี สิ่งใดไม่ดี เห็นเขาทำเขาพูดอย่างใด ก็ทำก็พูดอย่างนั้นตาม ผิดถูกหารู้ไม่ เมื่อเขาทำผิดก็ผิดไปตามเขา  เมื่อเขาทำถูกก็ถูกไปตามเขา  เมื่อทำตามเขาโดยทางที่ถูก ก็พลอยได้รับผล คือความดี มีเกียรติยศชื่อเสียง  ปรากฏไปทั้งในที่ใกล้และที่ไกล  ไม่เสียทีที่ได้อัตภาพมาเป็นมนุษย์ ยังสามารถดำรงตน และฐานะแห่งความเป็นมนุษย์ไว้ได้โดยปราศจากภัย  แต่ถ้าทำตาม เขาโดยที่สุด  มีทำทุจริตด้วยกาย วาจา ใจ  ย่อมจะได้รับผล คือ ความเสียหายทั้งแก่ตน และผู้ที่เนื่องด้วยตนด้วย  เมื่อจุติจิตจากโลกนี้ ไปสู่โลกหน้า  ก็จะได้รับความทุกข์ทรมานยิ่งขึ้น ทั้งนี้ เพราะการคบหาสมาคมเป็นตัวการณ์  ย่อมจะได้รับผลตามเหตุนั้นที่ตนกระทำ  สมกับคำภาษิตโบราณไทยกล่าวไว้ว่า  คบคนดีเป็นศรีแก่ตัว   คบคนชั่วอัปราชัย  เหตุ นั้นสมเด็จพระบรมศาสดา จึงสอนให้รู้ผลของการสมาคม ชื่นชมด้วยชนสองฝ่าย ว่ามีผลต่างกัน คนชั่วย่อมนำไปสู่ภพที่ไม่น่าปรารถนา คนดีมีปัญญา ย่อมนำไปสู่ความเจริญงอกงามในที่ทุกสถาน  คนพาลมีอยู่ในที่ใด ความเสื่อมเสียย่อมมีอยู่ในที่นั้น  คน ดีมีอยู่ในที่ใด ความสมบูรณ์งอกงามย่อมมีในที่นั้น เพราะคนพาลไม่ประสงค์ความสงบเรียบร้อย แม้แต่ในหมู่ของตน ก็เอาความสงบเรียบร้อยไม่ได้ เพราะคนพาลไม่มีธรรมเครื่องรักษา กาย วาจา ใจ ให้เป็นปกติ จะทำการงานร่วมกันได้ในบางครั้ง ก็เพราะชอบใจกัน หาใช่เพราะคุณธรรมคือ ศีล สมาธิ ปัญญา ไม่  ฉะนั้น คนพาล กล่าวคือ อสัตบุรุษ จึงไม่ใช่ผู้นำประชุมชนอยู่ร่วมให้ได้รับความสุข มีแต่นำให้ประสบทุกข์เท่านั้น ส่วนสัตบุรุษนั้น ท่านเป็นผู้มีคุณธรรมเครื่องรักษา กาย วาจา ใจ ให้เป็นปกติ จึงทำให้สามารถ นำบุคคลผู้คบหาให้ได้รับความสุขกาย สบายจิต อยู่ตลอดกาล บุคคลผู้เข้าไปคบหากับท่าน แม้จะเป็นพาล ไม่ฉลาดมาแต่เดิม แต่เพราะอาศัยการได้คบหาสมาคมเป็นอาจิณ ได้รับการสงเคราะห์จากท่านด้วย กายบ้าง ด้วยวาจาบ้าง ด้วยใจบ้าง อันสัมปยุตต์ด้วย เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา อันเป็นธรรมตรงไปตรงมา แล้วประพฤติปฏิบัติตามด้วยความเชื่อความเลื่อมใส อันเกิดแต่น้ำใจอันบริสุทธิ์ ก็จะกลับเป็นคนดี แม้ถึงชีวิตจะล่วงลับดับไปก็จะมีแต่สุคติเป็นไปในเบื้องต้น

 

 

 

 

คำสั่งสอน อบรม แนะนำ ให้ข้อคิด เป็นการเตือนสติ ให้เกิดจิตใต้สำนึก

เพื่อปลูกฝังสามัญสำนึก

 

ธรรมชาติ เป็นสิ่งที่อยู่เหนือมนุษย์..... มนุษย์ไม่สามารถที่จะไปเปลี่ยนแปลง ยับยั้ง กำหนด หรือ ควบคุมธรรมชาติได้ ธรรมชาติของมนุษย์ก็เหมือนกัน คนดีกับคนดีอยู่ร่วมกันได้เพราะเหมือนกัน  คนเลวกับคนเลว อยู่ร่วมกันได้  ก็เพราะเหมือนกัน  แต่..คนดีกับคนเลว อยู่ร่วมกันไม่ได้ หรือยาก  เพราะไม่เหมือนกัน หรือต่างกัน  ซึ่งคนเลวเป็นปฏิปักษ์ต่อคนดี  ทั้งนี้และทั้งนั้น บทสรุปสำหรับวิถีทางของสังคมมนุษย์โลกมีอยู่ประการเดียวเท่านั้น ก็คือ การแยกคนเลวออกไปจากสังคมมนุษย์โลก  โดยการผลักดัน  ขจัด  และกำจัด ตามลำดับ  ออกไปจากองค์กร พื้นที่ และสังคมมนุษย์โลก  เมื่อประมาณสามปีก่อนที่ผ่านมา อาตมา/กระผม ได้ไปเข้าร่วมประชุมสัมมนาของคณะสงฆ์ ซึ่งมีพระเถระชั้นผู้ใหญ่ในพระพุทธศาสนา ท่าน ได้มาเป็นประธาน ในการเปิดประชุมสัมมนา ในครั้งนั้น ในการกล่าวเปิดงานของท่าน ท่านได้พูดเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ได้อย่างน่าฟังมาก และที่สำคัญก็คือ ท่านกล่าวได้อย่างถูกต้อง อันเป็นประโยชน์และมีค่ายิ่ง เพื่อให้นำไปยึดถือปฏิบัติต่อไป  คำกล่าวของท่านที่เกี่ยวกับเรื่องนี้ พอสรุปออกมาเป็นใจความสั้นๆได้ว่า  ท่านให้บรรดาเจ้าอาวาสทั้งหลายของแต่ละวัด พยายามเก็บรักษาคนดี มีความรู้ความสามารถ เอาไว้ให้อยู่กับวัด  ในขณะเดียวกัน ก็ให้ขจัดคนไม่ดี  คนเลว  ออกไปเสียจากวัด  มิเช่นนั้นแล้ว  คนดี มีความรู้ความสามารถ ที่เรามีอยู่ ก็จะหมดหายไปจากวัด ส่วนคนดี มีความรู้ มีความสามารถ จากโลกภายนอก ก็จะไม่มีใครอยากเข้ามา  และในที่สุดวัดนั้น ก็เหลือแต่เพียงคนเลว คนไม่ดีทั้งนั้น เต็มไปหมด...

 

 

 

คำสั่งสอน อบรม แนะนำ ให้ข้อคิด เป็นการเตือนสติ ให้เกิดจิตใต้สำนึก

เพื่อปลูกฝังสามัญสำนึก

 

พระ เลวมีอยู่ในวัดใด พื้นที่ใด ความเสื่อมเสียย่อมมีอยู่ในวัดนั้น พื้นที่นั้น..... พระดีมีอยู่ในวัดใด พื้นที่ใด ความสมบูรณ์ งอกงาม ย่อมมีในวัดนั้น พื้นที่นั้น ถ้าพระเลว คงอยู่ในพระพุทธศาสนา ความเสื่อมโทรมและหายนะ ก็จะบังเกิดขึ้นแก่พระพุทธศาสนา  ถ้าพระดีมีประดับไว้ในพระพุทธศาสนา  ความมั่นคง สมบูรณ์งอกงาม ย่อมบังเกิดมีขึ้นแก่พระพุทธศาสนา

 

พระ ภิกษุ นอกจากจะต้องปฏิบัติตนตามหลักพระธรรมวินัยแล้ว ปัจจุบันนี้พระภิกษุ ก็ยังต้องอยู่ภายใต้ข้อบังคับของกฎหมายบ้านเมือง   และภายใต้การปกครองของมหาเถร สมาคม  ที่มีอำนาจตามกฎมหาเถร สมาคม  ออกข้อบังคับ วางระเบียบ ออกคำสั่ง มีมติ หรือออกประกาศ โดยไม่ขัดหรือแย้งกับกฎหมายและพระธรรมวินัย ใช้บังคับต่อพระภิกษุสงฆ์ในประเทศไทย และพระภิกษุสงฆ์  ที่ปฏิบัติศาสนกิจในต่างประเทศ

 

ก็ คงต้องย้ำว่า พระสงฆ์คือผู้สืบทอดพระพุทธศาสนา หากพระสงฆ์ดี ผู้คนก็กราบไหว้ได้สนิทใจ แต่หากผิดไปจากนี้ ก็เท่ากับว่าคนโกนหัวห่มผ้าเหลืองคนนั้น ก็เป็นแค่เพียงผู้เกาะพระศาสนาเพื่อหากินไปวัน ๆ หนึ่งเท่านั้น..

 

การ เมืองเข้ามาแทรกแซงพระพุทธศาสนา....... ทำให้พระพุทธศาสนา วิปริต ผันแปร มานานแล้ว ปรากฏว่าพระพุทธศาสนา ได้ตกเป็นเครื่องมือของนักปกครอง นักการเมือง เสมอมา  และพระก็ตกเป็นสมาชิกของพรรคการเมืองมานานแล้ว โดยไม่รู้สึกตัว

 

พระพุทธศาสนามีภัยอยู่รอบด้าน..... หนึ่งในจำนวนนั้นที่สำคัญยิ่งก็คือ บุคคลที่อยู่ในคราบของพระพุทธศาสนา  ฉะนั้น เราควร เป็นหู เป็นตา ให้พระพุทธศาสนา.

 

คนไทยมีวัฒนธรรมน้ำใจ  ซึ่งเป็นเรื่องดี  แต่ถ้าหากใช้ไม่เป็น ก็อาจเสียหายได้  เช่น  น้ำใจรักพวกพ้อง ญาติพี่น้อง  จึงช่วยเหลือในการคัดเลือกต่าง ๆ  ทำ ให้เกิดผลเสียหายต่อหน่วยงาน และคอยช่วยญาติลูกหลานมากไป คนไทยจึงไม่เข้มแข็ง ควรช่วยเหลือกันและกัน โดยต้องไม่ให้ละเมิดหลักแห่งความถูกต้อง  จึงจะทำให้สังคมเข้มแข็ง

 

 ผู้เข้ามาบวชในพระพุทธศาสนาในปัจจุบัน มิได้มีการคัดสรร ใครจะบวชก็ได้ ขาดความพิถีพิถัน  ซึ่งแต่เดิมนั้น จะมีการฝึกธรรมที่วัด เป็นเวลาพอควร  จนพระอุปัชฌาย์เห็นสมควรบวชได้ จึงบวชให้

 

พระที่บวชเข้ามาหลายรูปหรือส่วนใหญ่ มุ่งเพื่อบวชตามประเพณี บวชให้พ่อแม่ จึงเพียงแค่บวช  มิได้ศึกษาเล่าเรียนธรรม   แท้จริงแล้ว เมื่อบวช ต้องศึกษาอบรมให้รอบรู้ ในความดี ความถูกต้อง แล้วประพฤติดี  แนะนำสั่งสอนประชาชน  เมื่อเป็นคนดี พ่อแม่ก็เป็นสุข  ถือว่าได้แทนคุณพ่อแม่

 

วัด หลายแห่งในปัจจุบันนี้ มุ่งไปที่พัฒนาวัตถุ ด้านอาคารสถานที่ มากกว่าการพัฒนาวัด เพื่อมุ่งประโยชน์ต่อการศึกษาอบรม พระ เณร เด็กวัด หรือการจัดกิจกรรม เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ของประชาชน ในแต่ละชุมชน  วัดจึงเป็นเพียงที่พึ่งของประชาชน ในด้านพิธีกรรมเท่านั้น  ไม่สามารถเป็นที่พึ่ง ในการศึกษาหาความรู้ เกี่ยวกับหลักธรรมของศาสนาได้

 

วัดหลายวัดสร้างวัตถุมงคล เครื่องรางของขลัง  เพื่อสนองความต้องการของประชาชน  ยิ่งเป็นการส่งเสริมให้ประชาชน ไม่พยายามที่จะพึ่งตนเอง  เมื่อได้ปัจจัยมา ก็พัฒนาวัดให้ใหญ่โตเกินความจำเป็น  เกิดความภูมิใจว่า ได้พัฒนาพระพุทธศาสนาอย่างดียิ่ง  โดยที่แท้จริงแล้ว  หัวใจของศาสนาพุทธนั้น อยู่ที่การพัฒนาคนเป็นหลักสำคัญ.

 

 

 

ธรรมบรรยาย

ธรรมบรรยาย เรื่อง การเข้าวัด

 

การเข้าวัด.....วัด  หมายถึง  สถานที่ที่เป็นสัดส่วน  สะอาด  สงบ  สบายและร่มเย็น   ควรแก่การเคารพบูชา โดยสถานที่   พระสงฆ์ผู้ประพฤติธรรม   ตลอดจนวัตถุสิ่งของเครื่องสักการะต่าง ๆ ก็ดี  เป็นที่รวมเอาคนและวัตถุเข้าด้วยกัน  รวมคุณงามความดีทั้งหลาย ไว้เป็นเครื่องจรรโลงจิตใจ ให้สูงค่าควรแก่การทะนุบำรุง  เพื่อความเจริญรุ่งเรืองตลอดกาล  มิได้หมายถึงสถานที่ท่องเที่ยวอันสวยงาม หรือเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจโดยทั่วไป  ฉะนั้นอย่าเข้าใจว่าวัดเป็นที่เที่ยว.....

วัด  คือการตรวจสอบขนาดความกว้าง ความยาว  ความหนา  ความบาง  หรือสูงต่ำ  ดำขาวในคน สัตว์ และสิ่งของ  วัดปริมาณ  วัดความรู้  ความสามารถ  วัดคุณภาพเพื่อให้รู้ผลลัพธ์.....

การเข้าวัดคืออะไร  เข้าอย่างไร  เข้าที่ไหน  การเข้าวัดต่างกับการไปวัดอย่างไรนี้  เป็นสิ่งที่เราควรจะทำความเข้าใจให้ดีเสียก่อน  มิฉะนั้นการเข้าวัดของเราอาจเกิดเป็นโทษมากกว่าเกิดเป็นคุณ โดยที่เรามิได้ตั้งใจ

การไปวัด  คือ การไปดู ไปชม  ภายในบริเวณวัด   ความสวยงามของธรรมชาติ  ศิลปการปลูกสร้าง  ธรรมเนียม ประเพณีของวัด  ความเป็นอยู่ของพระเณร  ดูคนที่ไปอยู่วัด  ไปเพื่อรดน้ำมนต์   สะเดาะเคราะห์  เพื่อเสาะแสวงหาโชค  หาดวง  หาเครื่องรางของขลัง  ดูกันไป  ฟังกันไป พูดกันไป  จริงบ้างไม่จริงบ้าง  มีสาระบ้าง ไม่มีสาระบ้าง  ถูกใจตนก็ว่าดี  ไม่ถูกใจตนก็โกรธ ก็เคือง  นี่คือเรื่องของคนไปวัด.....

ส่วนการเข้าวัด  คือ  การเข้าไปดูใจของคน  วัดความโลภ  ความโกรธ  ความหลง  ที่มีอยู่ในใจ   เพื่อชำระสะสางให้หมดไป  กล้าหาญในการ ที่จะชำระซักฟอกจิตใจของตนให้สะอาดผ่องใส  ไม่ชักช้าลังเล ในการตัดสินใจที่จะทำดี หลีกหนีให้ไกลจากความชั่ว  หลีกเลี่ยงหรือพยายามทำผิด  ทำชั่ว  ให้น้อยที่สุด  เท่าที่จะสามารถทำได้   ลงมือเรียนรู้และศึกษาธรรมให้ถึงเนื้อแท้ของธรรม  ลงมือปฏิบัติด้วยความพอใจ  ขยันหมั่นเพียร  เอาใจฝักใฝ่ในการปฏิบัติ  ดูกาย  ดูจิต ไม่วางธุระของตน  พยายามใช้ปัญญาคิดค้นพิจารณาถึงเหตุถึงผล  ให้เห็นกายในกาย  จิตในจิต  โดยไม่ลำเอียงหรือมีอคติ  วัดตนเองออกมาให้เห็นให้ชัดเจน  มิใช่ไปวัดดูคนอื่น  เพ่งโทษผู้อื่น  จนลืมดูโทษใหญ่ โทษน้อย ที่เกิดขึ้นภายในตน ทั้งทางกาย  วาจา  และใจ  มิฉะนั้นจะเป็นการเข้าผิดวัดและวัดผิด   เป็นการปิดทางเข้าวัด   ปิดประตู  ทางที่จะก้าวเดิน ไปสู่ความเจริญ คือ อริยมรรค  อริยผลของตนโดยสิ้นเชิง.....

ต่อไป  เรามาดูในเรื่องของ  วัดคนเข้าวัด.....สำหรับผู้เข้าวัดถูก  มิใช่วัดผิดและผิดวัด   ก็จะเกิดมี คุณลักษณะอย่างหนึ่ง  ซึ่งติดอยู่ที่ใจ  ซึ่งเรียกคุณลักษณะพิเศษ นี้ว่า  วัตร   วัตรของคนเข้าวัด  จะประกอบด้วย ทาน การให้  มีความยินดีที่จะช่วยเหลือ  และสงเคราะห์ผู้อื่นอยู่เสมอ  ตามกำลังของตน ไม่ว่าจะเป็น กำลังกาย  กำลังทรัพย์  กำลังสติปัญญา   ศีล ความสำรวมระวัง  ไม่เบียดเบียนตนและผู้อื่น  ด้วยกาย  วาจา  ใจ  จนเกิดเป็นความสงบเย็นแก่ตน  ครอบครัว  สังคมและส่วนรวม   ภาวนาความงอกงามของจิตใจ   ซึ่งประกอบด้วย  สติ และ ปัญญา   เป็นใจที่เฉลียวฉลาด  รู้เท่าทันอารมณ์ และ ความคิดต่าง ๆ  และควบคุมให้เป็นไปในทางที่ดี  รู้เห็นเรื่องราวต่าง ๆรอบตัวตามสภาวธรรม  ตามความเป็นจริงได้  วัดของคนเข้าวัดเป็นอย่างนี้...

 

 

 

ธรรมบรรยาย

ธรรมบรรยาย เรื่อง การทำบุญให้ทาน

 

การทำบุญให้ทานนั้น ( หมายรวมถึงการตักบาตรด้วย ) 

จะต้องครบด้วยองค์ประกอบ  ๓  ประการ คือ

     วัตถุบริสุทธิ์  ก็หมายถึง สิ่งของที่นำมาทำทาน  ต้องหามาได้โดยชอบธรรม ไม่ได้ไปลักขโมยมา

     บุคคลบริสุทธิ์  ก็หมายถึง ทั้งผู้รับและผู้ให้  มีศีล  มีธรรม  ตามเพศภาวะของตน 

     เจตนาบริสุทธิ์ ก็หมายถึง มีเจตนาให้ด้วยความเลื่อมใสศรัทธา เชื่อในผลของทาน  ทั้งก่อนให้  ขณะให้ และหลังจากให้แล้ว

 

การทำบุญถวายทาน ( หมายรวมถึงการตักบาตรด้วย )  ยังประกอบไปด้วยองค์ ๖ ที่เราเรียกว่า ทักษิณาทาน  โดยแบ่งเป็นคุณสมบัติของผู้ถวายทาน  ๓  ประการ  และ คุณสมบัติของผู้รับทาน    ๓  ประการ ดังนี้

                                คุณสมบัติของผู้ถวายทาน

                ก่อนถวายทาน  มีความอิ่มใจที่จะทำบุญ คือ ถวายทาน

                ขณะถวายทาน  มีจิตเลื่อมใส  รักษากาย  วาจา  ใจ  ให้เรียบร้อย 

                หลังถวายทาน  ไม่เกิดความเสียดาย  ทั้งเมื่อนึกถึงการถวายทานแล้ว  กลับมีความชื่นชมจิตใจผ่องใส

                                คุณสมบัติของผู้รับทาน

                เป็นผู้ไม่มีราคะ หรือ กำลังปฏิบัติเพื่อกำจัดราคะ

                เป็นผู้มีจิตใจบริสุทธิ์ไม่โกรธเคือง หรือกำลังฝึกปฏิบัติธรรม ลดละความโกรธ 

                เป็นผู้ไม่มีโมหะ  คือเป็นผู้มีสติ รู้ธรรมถูกต้องตามความเป็นจริง  หรือเป็นผู้ที่กำลังมุ่งอบรมศีล  สมาธิ  ปัญญา  ให้รู้แจ้งเพื่อการบรรลุผลจริง 

        

นอกจากนั้นแล้ว การทำบุญถวายทาน ( หมายรวมถึงการตักบาตรด้วย ) ยังได้พูดถึงความบริสุทธิ์ของทาน ซึ่งจัดไว้  ๔  ประเภท คือ 

 บริสุทธิ์ฝ่ายผู้รับ แต่ไม่บริสุทธิ์ฝ่ายผู้ให้  ลักษณะ คือ  ผู้รับทานเป็นผู้มีศีลบริสุทธิ์  แต่ผู้ให้ทาน    มีศีลขาดตก บกพร่อง

บริสุทธิ์ฝ่ายผู้ให้ แต่ไม่บริสุทธิ์ฝ่ายผู้รับ   ลักษณะ คือ  ผู้ให้ทานเป็นผู้มีศีลบริสุทธิ์  แต่ผู้รับทาน    มีศีลขาดตก บกพร่อง

ไม่บริสุทธิ์ทั้งฝ่ายผู้ให้และฝ่ายผู้รับ ลักษณะคือ  ทั้งผู้รับทานและผู้ให้ทาน มีศีลขาดตกบกพร่อง

บริสุทธิ์ทั้งฝ่ายผู้ให้และฝ่ายผู้รับ  ลักษณะก็คือ  ทั้งสองฝ่าย ล้วนมีศีลสมบูรณ์    

 

           อสัปปุริสทาน  คือ การให้ทานแบบอสัตบุรุษ ( อสัตบุรุษ หมายถึง  ผู้ที่มีความประพฤติผิดทางกาย  วาจา  ใจ  ไม่ควรเป็นแบบอย่าง )  อสัปปุริสทาน  เป็นการให้ทาน ( หมายรวมถึงการตักบาตรด้วย ) แบบขาดตกบกพร่อง  ยกตัวอย่างเช่น  ให้โดยไม่อ่อนน้อม  หมายถึง แสดงกิริยามารยาทไม่เรียบร้อยในการให้ทาน  เป็นต้น

วิดีโอธรรมะ

ต่อสู้ความกลัว ของหลวงปู่ชา

วิดีโอธรรมะ

เรื่องกฎแห่งกรรม

วิดีโอธรรมะ

ไอ้ชาติโง่.. ไม่รู้จักความถูกต้อง ของพุทธทาสภิกขุ

วิดีโอเพลงสวดมนต์

เพลง นะโมฯ

วิดีโอเพลงสวดมนต์

เพลงคาถาชินบัญชร บาลี  คาราโอเกะ

วิดีโอเพลงสวดมนต์

เพลงพระคาถาพาหุง

  • google-plus-square
  • YouTube Black Square
  • Twitter Black Square
  • facebook-square
  • Myspace App Icon

© 2013 by  tangsaitham

bottom of page